สถาบันอัลกุดวะฮ์

สิ่งที่ซ่อนเร้นภายในจิตใจจะถูกเปิดเผยให้เห็น

ท่านอิหม่ามอิบนุอะฏออิลลาฮ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือฮิกัมของท่านว่า:

مَا اسْتُوْدِعَ فِي غَيْبِ السَّراَئِرِ ظَهَرَ فِي شَهَادَةِ الظَّوَاهِرِ

“สิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในจิตใจที่มองไม่เห็น (ด้วยตา) มันจะปรากฏให้เห็นทางภายนอก”

รู้ได้อย่างไรว่าหัวใจมืดดำ ?

ท่านผู้อ่านอาจจะตั้งคำถามว่า  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหัวใจกำลังมืดดำ?  ขอตอบว่า: หัวใจที่มืดดำนั้น  จะมีเครื่องหมายที่สังเกตได้  ก็คือ  รู้สึกว่าจิตใจแข็งกระด้าง  ขาดรสชาติในการทำอิบาดะฮ์  จิตใจไม่ปรารถนาที่จะใฝ่หาสัจธรรม  ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ เมื่อกระทำบาป  ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อทิ้งละหมาด  ไม่ให้ความสำคัญกับคำสอนของศาสนา  และหัวใจไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจต่อบาปที่ได้เคยกระทำมา  เป็นต้น

นิอฺมัตและบะลาอฺ

ท่านอิมาม อับดุลกอดิร อัลญีลานีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ฟุตูหุลฆัยบ์ หน้า 169 - 172 โดยสรุปว่า แท้จริงมนุษย์นั้นมีสองประเภท คือผู้ที่ได้รับนิอฺมัตปัจจัยอำนวยสุข และผู้ที่ได้รับบะลาอฺการทดสอบ

บางคนถูกกำหนดมาให้มีความวิตกกังวลเนื่องจากมีบะลาอฺต่างๆ มาประสบ เช่น มีโรคประจำตัว มีความหิวโหย ร่างกายได้รับความเจ็บปวด ทรัพย์สินและเรือกสวนไร่นาเสียหาย คู่ครองและบุตรหลานต้องจากไป จนทำให้เกิดความวิตกกังวลและรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่เคยได้รับนิอฺมัตปัจจัยอำนวยสุขเลย

ในขณะที่บางคนร่ำรวย มีสุขภาพดี มีทรัพย์สินเงินทอง และมีเกียรติยศในสังคม ทำให้เขาอยู่ในสภาพที่สุขสบายจนรู้สึกเหมือนกับว่าไม่เคยมีบะลาอฺเกิดขึ้นแก่เขาเลย

กลยุทธ์และกลลวงของชัยฏอน

ตราบใดที่มุสลิมยังมีลมหายใจ  ชัยฏอนก็จะไม่ย่อท้อในการใช้กลยุทธ์และกลลวงให้มุสลิมตกอยู่ในความหลงผิด  ด้วยเหตุนี้ชัยฏอนจึงมีกลลวงอันชั่วร้ายที่พยายามสอดแทรกเข้าไปในกระแสความคิดและความรู้สึกของจิตใจมุสลิม  ฉะนั้นถ้าหากมุสลิมไม่รู้ถึงกลลวงของชัยฏอนนี้  ก็จะต้องพ่ายแพ้มันอย่างแน่นอน 

การเป็นซูฟีย์ของอิมามหะซันอัลบันนา ตอนจบ

และวิชาตะเซาวุฟนี้  มีชื่อเรียกอีกว่า วิชา “อัตตัรบียะฮ์วัสสุลู๊ก” ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า วิชาตะเซาวุฟนั้นเป็นแก่นของอิสลาม และไม่สงสัยเลยว่าชาวซูฟีย์นั้นพวกเขาได้บรรลุถึงขั้นระดับของการรักษาและเยียวยาจิตใจแล้ว ซึ่งผู้อื่นจากพวกเขาไม่สามารถไปถึงได้...

การเป็นซูฟีย์ของอิมามหะซันอัลบันนา ตอน 2

การรับบัยอะฮ์คือการให้สัตยาบันระหว่างศิษย์กับชัยค์ผู้ชี้นำว่าจะปฏิบัติตามกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์ของท่านนะบีย์มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีซิกรุลลอฮ์หรือวิริดและหมั่นเพียรในการปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์เพื่อให้ผู้รับบัยอะฮ์นั้นเปลี่ยนแปลงจากชีวิตที่ลืมอัลเลาะฮ์ไปสู่การเตาบะฮ์ ตรวจสอบตนเอง และมุ่งหน้าเข้าหาอัลเลาะฮ์ตะอาลา นอกเหนือจากนั้นยังมีการสอนกะลิมะฮ์เตาฮีด “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” เพื่อเป็นการตอกย้ำโดยมีสะนัดหรือซัลซิละฮ์ (สายสืบ) ถึงท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นการบัยอะฮ์จึงเป็นการเชื่อมกับท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมทางด้านจิตวิญญาณโดยผ่านทางสะนัดหรือซัลซิละฮ์ (สายสืบ) นั่นเอง

การเป็นซูฟีย์ของอิมามหะซันอัลบันนา ตอนแรก

อิควานุลมุสลิมีน “ขบวนการภราดรภาพมุสลิม” เป็นขบวนการอิสลามที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสู่รูปแบบและแก่นแท้ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ซึ่งก่อตั้งโดยท่านอิมามอัชชะฮีด หะซัน อัลบันนา (ค.ศ. 1906-1949) ผู้เขียนได้ตั้งคำถามกับตนเองว่า เหตุใดขบวนการอิควานุลมุสลิมีนในอดีตจึงมีพลังที่เข้มแข็งมากเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน?

ใครคือ “อัลฆุรอบาอฺ” คนแปลกหน้า?

ปัจจุบันได้มีการปลุกกระแสและเรียกร้องให้มุสลิมเป็นอัลฆุรอบาอฺ ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า “อัลฆุรอบาอฺ” (คนแปลกหน้า) คือใคร? บางครั้ง อัลฆุรอบาอฺ ตามที่เข้าใจกันเองก็คือ การทำตนให้สวนกระแสของสังคมมุสลิม โดยนิยมหยิบยกทัศนะที่สวนกระแสหรือมีความคิดที่สวนกระแสเข้ามา เมื่อถูกคัดค้าน ก็คิดไปว่า ตนเองกลายเป็น “คนแปลกหน้า” ที่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยืนยันว่าเป็นผู้ที่ได้รับความดีงาม

ติดตามได้ทาง